|
กว่า 6 เดือนแล้ว หลังจากรัฐบาลปรับเก็บเงินสงเคราะห์ หรือ "เงินเซสส์" (CESS) อัตราใหม่ กก.ละ 5 บาท จากผู้ส่งออกยางพารา ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 จากที่เคยเก็บอัตรา กก.ละ 1.40 บาท ทำให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงยางพารา
ทั้งผู้ส่งออกและแกนนำเกษตรกรคัดค้านอย่างต่อเนื่องในนามของสมาคมยางพาราไทย สมาคมน้ำยางข้นไทย และสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางพาราไทย แต่เป็นการคัดค้านอยู่ในกรอบตามสิทธิอันชอบธรรมในหลายๆ รูปแบบ อาทิ มีการระดมมันสมองทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาถกกันในวงสัมมนา การประชุมของสมาคมที่เกี่ยวข้อง แล้วนำบทสรุปเสนอหน่วยงานที่รับผิดในระดับต่างๆ จนถึงนายกรัฐมนตรี
ล่าสุด สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย มีการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกยางพารา ผู้แปรรูป นักวิชาการ ตัวแทนหน่วยงานรัฐ และตัวแทนเกษตรกร อีกครั้ง ด้วยการจัดสัมมนาการเชิงวิชาการ ในหัวข้อ เงิน CESS กับอนาคตยางพาราไทย ที่โรงแรมไดอิชิ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อหาข้อสรุปว่า การปรับอัตราเงินอย่างเหมาะนั้นควรเป็นอย่างไร
การสัมมนาในครั้งนี้ พอสรุปได้ว่า ผู้ประกอบการส่งออกยางพารา นักวิชาการ และเกษตรกรนั้น ดูเหมือนว่าจะมีความคิดที่สอดคล้องคือ มองว่าการเก็บเงินเซสส์ในอัตราใหม่ กก.ละ 5 บาท สูงเกินไป และควรจะเก็บในอัตราเดียวกัน ที่ไม่น่าจะเกินกก.ละ 3 บาท เพราะคู่แข่งจากต่างประเทศไม่มีการเก็บ ยกเว้นมาเลเซีย ที่เก็บเพียง กก.ละ 1.40 บาท จะทำให้ราคายางพาราของไทยในตลาดโลกแพงกว่าประเทศคู่แข่งถึงกก.ละ 5 บาท ทั้งกำไรจากการส่งออกไม่ถึง กก.ละ 1 บาท นอกจากนี้ไม่เห็นด้วยที่รัฐยกเว้นการเก็บเงินเซสส์ให้ผู้ประกอบการที่อ้างว่า ได้เซ็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก่อนวันที่ 4 สิงหาคม 2553 ซึ่งอ้างตัวเลขมีถึง 800,493.055 ตัน เพราะอาจเป็นสัญญาลม จะทำให้รัฐต้องเสียเงินกว่า 3,000 ล้านบาท
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาพ การเงินการคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบให้ปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บเงินเซสส์ให้สูงขึ้นตามขั้นบันได จากเดิมเก็บ กก.ละ1.40 บาท เป็น กก.ละ 5 บาทในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องในวงการยางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ โดยเฉพาะในส่วนของเกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
นอกจากนี้จะทำให้เกิดเงินส่วนต่างกว่า 3,000 ล้านบาท ที่รัฐจะต้องเสียเงิน จากสัญญาลมที่ผู้ประกอบการบางสร้างบริษัทนอมินี อ้างว่าได้ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก่อนประกาศเก็บเงินเซสส์ในอัตราใหม่ ซึ่งตรงนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง และผลสรุปจากการสัมมนาที่หาดใหญ่ในครั้งนี้จะนำไปสู่การหารือและผลักดันในคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย
"การปรัฐเงินเซสส์อัตราใหม่ เป็นการทำงานแบบมีการวางแผน และผ่านกระบวนการอย่างถูกต้อง ถือเป็นการทุจริตเชิงนโยบายอย่างหนึ่ง อยากทักท้วงท่านรองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณในฐานะประธาน กนย.ที่รับปากแล้วแต่ไม่ทำ กรณีที่การชดเชยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตรงนี้ไม่มีความโปร่งใส" นายอุทัย กล่าว
ด้าน ดร.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงบัณฑิตย์ นายกสมาคมยางพาราไทย เห็นว่า การเก็บอัตราเซสส์ ที่ กก.ละ 1.40 บาท เป็นตัวเลขที่เพียงพอสำหรับการทดแทนสวนยางเก่าเพียงอย่างเดียว หากเก็บมากเกินไปปัญหาที่ตามมาคือ จะมีการลักลอบส่งออกยางพาราไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัจจุบันมีเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีการเก็บในอัตรา กก.ละ 5 บาท ควรนำไปใช้ในการปลูกยางทดแทน และพัฒนาปลายน้ำ เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มมูลค่า อีกทั้งประเทศไทยควรมีห้องปฏิบัติการกลาง (แล็บ)ที่ทันสมัย และรัฐบาลควรนำเงินเหล่านี้มาพัฒนาด้านการวิจัยอย่างจริงจัง
"เมื่อเก็บเพิ่มแล้วควรให้ความสำคัญกับการวิจัยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสร้างยุทธศาสตร์การสร้างความยั่งยืนราคา ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการศึกษาแล้วว่า หากเกษตรกรไม่สามารถเป็นผู้กำหนดราคายางพาราเองได้ความยั่งยืนก็ไม่เกิดขึ้น ทางออกจำเป็นต้องผลักดันให้มีการใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มขึ้นได้ตามแผนที่กำหนด จึงจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืนต่อไป" นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าว
เช่นเดียวกันกับ ดร.ถาวร เรืองวรุณวัฒนา นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย ซึ่งมองว่า เงินเซสส์ถ้ามีจำนวนมากน่าจะมีการนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่ อาทิ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหาราคาต้นยางชำถุงที่สูงมาก และปัญหาการกรีดยางก่อนกำหนดในภาคอีสาน เพราะเมื่อครม.มีมติให้จัดเก็บเพิ่ม แต่ไม่มีทิศทางชัดว่าจะเอาไปทำอะไร อย่างไรให้เกิดความไม่โปร่งใสใกล้เคียงกับมุมมองของ ผศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ ผอ.ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยางพารา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มองว่า เงินเซสส์ที่เก็บมาตั้งแต่แรกทั้งหมดกว่า 6 หมื่นล้านบาท เป็นเงินเก็บตรงจากเกษตรกรผู้ปลูกยาง ที่ผ่านมารัฐบาลนำไปใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรจากตัวเกษตรกรด้วยการส่งเสริมปลูกยางใหม่ ปัจจุบันเก็บอัตราใหม่ หากส่งออกยางไป 3 ล้านตัน เป็นเงิน 1.5 หมื่นล้าน เงินในส่วนที่เก็บเพิ่มจะสามารถนำมาพัฒนางานวิจัยที่คุ้มค่าขึ้น จุดสำคัญต้องพัฒนาพันธุ์ดี มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม เป็นต้น
ขณะที่ นายจิโรจน์ หริรักษาพิทักษ์ ผอ.สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางสงขลา ชี้แจงว่า การปรับเงินเซสส์มีการปรับเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากปี 2504 เก็บ กก.ละ 50 สตางค์ จากนั้นมีการปรับปรุงอัตราการจัดเก็บตามสถานการณ์ จนล่าสุดเป็น กก.ละ5บาท เงินที่ได้เพิ่มจะมีการปรับสัดส่วนการชดเชยทำสงเคราะห์สวนยางที่ปัจจุบันอยู่ที่ไร่ละ1.1หมื่นบาท แต่ตอนนี้ ต้นพันธุ์ ปุ๋ย ค่าแรงแพง ต้องปรับให้ความเหมาะกับสภาพเป็นจริง ที่สำคัญเดิมมีสวนยางสงเคราะห์เพิ่มปีละกว่า 3แสนไร่ ปัจจุบันมีสวนยาง 17ล้านไร่ ยางแก่ที่ชาวสวนยังไม่โค่น เพราะราคาอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะมีสวนยางที่ต้องปลูกทดแทน 6 แสนไร่ ต่อไปเฉพาะการปลูกทดแทนอาจต้องใช้ถึง 6,600 ล้านบาทต่อปี
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการระดมความคิดจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวจากหลายภาคส่วน ที่สะท้อนให้เห็นว่า การปรับเงินสงเคราะห์ หรือเงินเซสส์ อัตราใหม่ กก.ละ 5บาท มาตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2554มีผลกระทบอย่างไร และรัฐบาลจะดำเนินอย่างไรต่อไป
ที่มา : นสพ.คมชัดลึก หน้า 12 |