USFDA ปรับปรุงกฎระเบียบข้อมูลฉลากโภชนาการใหม่

                เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2559 องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) ได้ออกประกาศการปรับปรุงฉลากอาหาร โดยมีการแก้ไขรายละเอียดให้มีความทันสมัยและใช้ข้อมูลอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงฉลากสินค้า 2 เรื่อง ดังนี้
 
               1. ปรับปรุงรูปแบบฉลากโภชนาการใหม่ โดยมุ่งเน้นให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นและต้องทราบดังนี้
                    - เพิ่มขนาดตัวหนังสือให้มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือ เป็นตัวเข้มสำหรับรายละเอียดโภชนาการที่สำคัญ คือ แคลอรี่ หน่วยบริโภค และจำนวนการบริโภคต่อหนึ่งบรรจุภัณฑ์
                    - แจ้งปริมาณของวิตามินดี และโปรแตสเซียมที่จะได้รับจากอาหารเป็นปริมาณที่ควรจะได้รับในหนึ่งวัน (the % daily value - %DV)
                    - เพิ่มเติมคำอธิบาย %DV หรือปริมาณที่แนะนำต่อวันต่อหนึ่งหน่วยการบริโภคซึ่งจะอยู่บนฟุตโน๊ตของฉลาก
                    - การผสมน้ำตาลในอาหาร ฉลากต้องแสดงรายละเอียดปริมาณเป็นกรัมและปริมาณเป็น %DV
                    - ยกเลิกการใส่ข้อมูลปริมาณแคลลอรี่จากไขมัน (Calories from fat)

                2. แก้ไขหน่วยบริโภค (Serving Size) และข้อกำหนดบนฉลากเฉพาะสินค้าบางขนาด เช่น
                    - แก้ไขหน่วยบริโภค (Serving Size) ให้เป็นไปตามปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคบริโภคตามความเป็นจริง จากเดิมที่กำหนดจากปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่ควรบริโภค โดยใช้ข้อมมูลจากการศึกษาลักษณะนิสัยการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มของคนอเมริกันเป็นมาตรฐาน
                    - อาหารและเครื่องดื่มที่มีบรรจภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่ สามารถบริโภคได้ 1-2 คน การกำหนดรายละเอียดหน่วยการบริโภค บนฉลากโภชนาการให้กำหนดเป็นหนึ่งหน่วยการบริโภค
                    - กรณีอาหารและเครื่องดื่มที่มีขนาดบรรจุภัณฑ์ที่มีปริมาณมากกว่าหนึ่งหน่วยการบริโภค แต่สามารถบริโภคหมดได้ด้วยหนึ่งคนหรือหลายๆคน กฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิตต้องแสดงรายละเอียดทั้งสองแบบคือ ปริมาณต่อหนึ่งหน่วยการบริโภค และปริมาณต่อหนึ่งบรรจุภัณฑ์


               ทั้งนี้กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2561 โดยผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มียอดขายต่อปีไม่เกิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะได้รับการขยายเวลาเพิ่ม 1 ปี

ทั้งนี้สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :
http://www.fda.gov./food/newsevents/cpmstotvemti[dates/ucm502201.htm
 
 
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน D.C.
สรุปโดย : สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (2/06/59)